วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เบญจศีล สิกขาบทที่ ๓ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

ศีลข้อนี้ ท่านบัญญัติขึ้น ด้วยหวังปลูกความสามัคคี สร้างความเป็นปึกแผ่น ป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ และทำให้วางใจกันและกัน ชายกับหญิงแม้ไม่ได้เป็นญาติกัน ก็ยังมีความรักใคร่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ด้วยอำนาจความปฏิพัทธ์ในทางกาม สิกขาบทข้อนี้ แปลว่า เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คำว่า "กามทั้งหลาย" ในที่นี้ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันทางประเวณี หมายถึง เมถุน คือ การส้องเสพระหว่างชายหญิง
การผิดในกาม หมายถึง การเสพเมถุนกับคนที่ต้องห้ามดังจะกล่าวต่อไป ผู้ใดเสพเมถุนกับคนที่ต้องห้าม ผู้นั้นทำผิดประเวณี ศีลข้อนี้ขาด เมื่อเพ่งความประพฤติไม่ให้ผิดเป็นใหญ่สำหรับชายและหญิง มีดังนี้...

สำหรับชาย
หญิงที่ต้องห้ามสำหรับชาย มี ๓ ประเภท คือ
๑.  สัสสามิกา หญิงมีสามี ที่เรียกว่า ภรรยาท่าน ได้แก่ หญิง ๔ จำพวก คือ
ก. หญิงที่แต่งงานกับชายแล้ว
ข. หญิงที่ไม่ได้แต่งงาน แต่อยู่กินกับชายอื่นอย่างเปิดเผย
ค. หญิงที่รับสิ่งของ มีทรัพย์ เป็นต้น ของชายแล้วยอมอยู่กับเขา
ง. หญิงที่ชายเลี้ยงเป็นภรรยา
๒.  ญาติรักขิตา หญิงที่ญาติรักษา คือ มีผู้ปกครอง ไม่เป็นอิสระแก่ตน เรียกว่า หญิงอยู่ในพิทักษ์รักษาของท่าน คือ หญิงที่มารดาบิดารักษา หรือญาติรักษา
๓.  ธรรมรักขิตา หรือ จาริตา หญิงที่จารีตรักษา ที่เรียกว่า จารีตห้าม ได้แก่ หญิงที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอ
ก. เทือกเถา คือ ญาติผู้ใหญ่ นับย้อนขึ้นไป ๓ ชั้น มี ย่าทวด ยายทวด ๑ ย่า ยาย ๑ แม่ ๑ เหล่ากอ คือ ผู้สืบสายจากตนลงไป ๓ ชั้น มีลูก ๑ หลาน ๑ เหลน ๑
ข. หญิงที่อยู่ใต้พระบัญญัติในพระศาสนา อันห้ามสังวาสกับชาย เช่น ภิกษุณี ในกาลก่อน หรือ แม่ชีในบัดนี้
ค. หญิงที่บ้านเมืองห้าม เช่น แม่หม้ายงานท่าน อันมีในกฎหมาย
หญิง ๓ จำพวกนี้ จะมีฉันทะร่วมกัน หรือไม่ร่วมกัน ไม่เป็นประมาณ ชายร่วมสังวาสด้วย ก็เป็นกามาสุมิจฉาจาร

หญิงที่เป็นวัตถุต้องห้ามของชาย ในกาเมสุมิจฉาจาร โดยพิสดารมี ๒๐ จำพวก คือ
๑. มาตุรักขิตา หญิงที่มารดารักษา
๒. ปิตุรักขิตา หญิงที่บิดารักษา
๓. มาตาปิตุรักขิตา หญิงที่มารดาบิดารักษา
๔. หญิงที่พี่ชายน้องชายรักษา
๕. หญิงที่พี่สาวน้องสาวรักษา
๖. หญิงที่ญาติรักษา
๗. หญิงที่โคตร หรือมีแซ่รักษา
๘. หญิงมีธรรมรักษา
๙. หญิงมีสามีรักษา
๑๐. หญิงมีสินไหม คือ พระราชารักษา
๑๑. หญิงที่ชายไถ่หรือซื้อมาด้วยทรัพย์เพื่อเป็นภรรยา
๑๒. หญิงที่อยู่กับชายด้วยความรักใคร่ชอบใจกันเอง
๑๓. หญิงที่อยู่เป็นภรรยาชายด้วยโภคทรัพย์
๑๔. หญิงที่เข็ญใจ ได้สักว่าผ้านุ่งผ้าห่มแล้วอยู่เป็นภรรยา
๑๕. หญิงที่ชายขอเป็นภรรยา มีผู้ใหญ่จัดการให้
๑๖. หญิงที่ชายช่วยปลงภาระอันหนักให้แล้ว ยอมเป็นภรรยา
๑๗. หญิงที่เป็นทาสีอยู่ก่อน แล้วชายเอามาเป็นภรรยา
๑๘. หญิงที่รับจ้างแล้ว ชายเอาเป็นภรรยา
๑๙. หญิงที่ชายรบข้าศึกได้เป็นเชลยแล้ว เอาเป็นภรรยา
๒๐. หญิงที่ชายอยู่ด้วยขณะหนึ่ง และหญิงนั้นก็เข้าใจว่าชายนั้นเป็นสามีของตน

สำหรับหญิง
ชายต้องห้ามสำหรับหญิง มี ๒ ประเภทคือ
๑. ชายอื่นนอกจากสามี เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงที่มีสามีแล้ว
๒. ชายที่จารีตห้าม เป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับหญิงทั้งปวง
ชายที่*จารีต*ห้ามนั้น มี ๓ จำพวก คือ
๑. ชายที่อยู่ในพิทักษ์รักษาของตระกูล เช่น ปู่ พ่อ ตา ทวด
๒. ชายที่อยู่ในพิทักษ์ของธรรมเนียม เช่น นักพรต นักบวช
๓. ชายที่กฎหมายบ้านเมืองห้าม เช่น พระภิกษุ สามเณร

หญิงที่ไม่เป็นวัตถุกาเมสุมิจฉาจารของชาย มี ๔ อย่าง คือ
๑. หญิงที่ไม่มีสามี
๒. หญิงที่ไม่อยู่ในพิทักษ์รักษาของท่าน หรือผู้พิทักษ์รักษาอนุญาตแล้ว
๓. หญิงที่จารีตไม่ห้าม
๔. หญิงที่เป็นภรรยาของตน
ชายที่ไม่เป็นวัตถุแห่งกาเมสุมิจฉาจารของหญิงมี ๔ คือ
๑. ชายที่ไม่มีภรรยา หรือภรรยาอนุญาตให้มีภรรยารองได้ (ถ้าเข้าข่ายอย่างหลังนี้ศีลไม่ขาดแต่ศีลด่างพร้อย เปรียบเหมือนทรมานสัตว์แต่ไม่ได้ฆ่า ศีลจึงไม่ขาดแต่เป็นบาปแน่นอน การนอกใจภรรยาตัวเองไปมีภรรยาคนที่สองก็จะได้รับผลกรรมเป็นทุกขเวทนาแบบเดียวกันเพราะทำให้ภรรยาหลักเป็นทุกข์น้อยบ้างหรือมากบ้างถ้าถึงขั้นทอดทิ้งกัน)
๒. ชายที่จารีตไม่ห้าม
๓. สามีของตน
๔. ชายที่ทำโดยพลการพ้นอำนาจของหญิง (เช่นชายที่ข่มขืน)

กาเมสุมิจฉาจารนี้ เป็นความประพฤติชั่วร้าย มีโทษทั้งทางโลก และทางธรรม ฝ่ายอาณาจักรมีกฎหมายลงโทษผู้ประพฤติล่วง ฝ่ายพุทธจักรก็จัดเป็นบาปแก่ผู้ทำ เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม จัดว่ามีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดย วัตถุ เจตนา ประโยค
ก. โดยวัตถุ ถ้าเป็นการทำชู้ หรือล่วงละเมิดในวัตถุที่มีคุณ มีโทษมาก
ข. โดยเจตนา ถ้าเป็นไปด้วยกำลังราคะกล้า มีโทษมาก
ค. โดยประโยค ถ้าเป็นไปโดยพลการ มีโทษมาก

หลักวินิจฉัยกาเมสุมิจฉาจาร   กาเมสุมิจฉาจาร มีองค์ ๔ ได้แก่
๑. อะคะมะนียะวัตถุ  สตรีหรือบุรุษที่ไม่ควรล่วงละเมิด
๒. ตัสฺมิง เสวะนะจิตตัง  มีความตั้งใจจะเสพในสตรีหรือบุรุษนั้น
๓. เสวะนัปปะโยโค  กระทำความพยายามในการเสพ
๔. มัคเคนะ มัคคปฏิปัตติอธิวาสนัง  ยินดีในการปฏิบัติมรรคให้ถึงกันด้วยมรรค

         ครบองค์ทั้ง ๔ นี้แล้ว นับว่าสำเร็จกาเมสุมิจฉาจารอกุศลกรรมบท แต่พึงทราบว่าข้อที่ ๓ คือ การกระทำความพยายามนั้น บางครั้งไม่มีก็ได้ ที่พระอรรถกถาจารย์แสดงไว้นั้นมุ่งหมายเอาว่า ย่อมมีเป็นส่วนมาก
         อนึ่ง มรรคในข้อ ๔ ได้แก่ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ทวารเบา และปาก

ในข้อที่ ๑ นั้น อคมนียวัตถุ ได้แก่ สตรี ๒๐ จำพวก ได้แก่
๑. มาตุรักขิตา  สตรีที่มารดาดูแลรักษา
๒. ปิตุรักขิตา  สตรีที่บิดาดูแลรักษา
๓. มาตาปิตุรักขิตา  สตรีที่ทั้งมารดาและบิดาดูแลรักษา
๔. ภาตุรักขิตา สตรีที่พี่ชายน้องชายดูแลรักษา
๕. ภคินีรักขิตา  สตรีที่พี่สาวน้องสาวดูแลรักษา
๖. ญาติรักขิตา  สตรีที่ญาติดูแลรักษา
๗. โคตตรักขิตา  สตรีที่ผู้ร่วมโคตรร่วมสกุลดูแลรักษา
๘. ธัมมรักขิตา  สตรีที่ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมดูแลรักษา
๙. สารักขา  สตรีที่มีคู่หมั้น
๑๐. สปริทัณฑา  สตรีที่มีผู้กำหนดอาญาสินไหมไว้ (สตรีที่ผู้มีอำนาจจองตัวไว้)
๑๑. ธนักกีตา  สตรีที่ชายซื้อมาเป็นภรรยาด้วยทรัพย์
๑๒. ฉันทวาสินี  สตรีที่อยู่ร่วมเป็นภรรยากับชายอื่นด้วยสมัครใจ
๑๓. โภควาสินี  สตรีที่เป็นภรรยาด้วยได้โภคทรัพย์
๑๔. ปฏวาสินี  สตรีที่เป็นภรรยาด้วยได้เครื่องนุ่งห่ม
๑๕. โอทปัตตกินี  สตรีที่เป็นภรรยาด้วยการแต่งงานรดนำ
๑๖. โอภตจุมภฏา  สตรีที่เป็นภรรยาด้วยฝ่ายชายช่วยยกของหนักลงจากแบกหาม
๑๗. ทาสี จ ภริยา จ  สตรีที่เป็นทาสด้วยเป็นภรรยาด้วย
๑๘. กัมมการี จ ภิริยา จ  สตรีที่รับทำการงานด้วยและเป็นภรรยาด้วย
๑๙. ธชาหฏา  สตรีที่เป็นภรรยาโดยถูกจับมาเป็นเชลย
๒๐. มุหุตติกา  สตรีที่เป็นภรรยาชั่วคราว (เช่น หญิงโสเภณีรับจ้างเป็นภรรยาเป็นครั้งคราวไป)

อาการที่เรียกว่ารักษานั้น มี ๔ อย่างคือ
๑.คอยระวัง คือ สามารถทำให้หญิงไม่สามารถอยู่กับชายตามลำพังได้
๒.ควบคุม คือ สามารถสั่งให้อยู่ในที่จำกัดได้ เช่น ห้ามว่า วันนี้อย่าไปไหนนะ หรืออย่าไปเที่ยวกับชายคนนั้นคนนี้นะ เป็นต้น
๓.ห้ามปราม คือ สามารถห้ามการกระทำบางอย่างได้ เช่น ห้ามไปหาคนนั้นคนนี้ที่เป็นชายได้ หรือห้ามคบหาสมาคมกับชายนั้นชายนี้เป็นต้น
๔.ให้อยู่ในอำนาจ หมายถึง สามารถความคุมได้ทั้งทางพฤตินัยและในแง่
กฎหมาย(ผู้ปกครอง,ผู้ใช้อำนาจปรกครอง,ผู้พิทักษ์)

         ในบรรดาหญิง ๘ จำพวกมีมาตุรักขิตา(ข้อ ๑) เป็นต้น จนถึงธัมมรักขิตา(ข้อ ๘) เหล่านี้ยังไม่ได้มีสามีที่เป็นเจ้าของในร่างกายของตน ตนเองมีสิทธิ์ในร่างกายของตน เมื่อพอใจชายใดแล้วมอบกายให้แก่ชายนั้น ย่อมไม่เป็นกาเมสุมิจฉาจาร เพราะว่าบิดามารดาเป็นต้น ที่ปกครองดูแลรักษาอยู่ ไม่ได้เป็นเจ้าของผัสสะ(ร่างกาย)ของหญิงนั้น เป็นเพียงผู้ปกครองดูแลรักษาเท่านั้น
         ส่วนหญิงที่เหลืออีก ๑๒ จำพวก มีสารักขา(ข้อ ๙) เป็นต้น จนถึงมุหุตติกา(ข้อ ๒๐) เหล่านี้เป็นหญิงจำพวกที่มีสามีแล้ว หากหญิงเหล่านี้ยอมตัวให้ชายอื่นล่างเกินแล้ว ย่อมเป็นการเมสุมิจฉาจาร
         สำหรับชายนั้นการร่วมประเวณีกับหญิงทั้ง ๒๐ จำพวกซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตนนั้น ย่อมเป็นการเมสุมิจฉาจาร

         อนึ่ง กาเมสุมิจฉาจารอกุศลกรรมบทนี้ ย่อมมีองค์ ๔ เสมอไป ไม่ขึ้นกับอายุ เชื้อชาติ หรือผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา หรือแม้สัตว์ดิรัจฉาน ไม่ว่าจะได้สมาทานศีล(มีศีล ๕ เป็นต้น)ไว้ หรือไม่เคยสมาทานศีลเลยก็ตาม ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม เชื่อกรรมหรือไม่เชื่อก็ตาม  หากครบองค์ทั้ง ๔ นี้แล้ว ย่อมเป็น การเมสุมิจฉาจารอกุศลกรรมบท ซึ่งสามารถให้ผลวิบากที่ไม่ดีได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล

ในเรื่องกาเมสุมิจฉาจารนี้ ผู้ที่เสพเท่านั้นจึงจะชื่อว่า ล่วงกาเมสุมิจฉาจาร ส่วนการใช้คนอื่นให้ทำแก่คนอื่นนั้น ไม่เป็นการผิดกาเมสุมิจฉาจาร แต่การใช้ให้คนอื่นทำกาเมสุมิจฉาจารแก่ตนนั้น ชื่อว่า เป็นการล่วงกาเมสุมิจฉาจารแท้


====

โทษของกาเมสุมิจฉาจาร
โดยส่วนใหญ่การกระทำผิดในข้อนี้ คนส่วนมากมักจะนึกถึงการประพฤติผิดในกาม
หรือการล่วงประเวณี อันเป็นการกระทำลามก ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายพึงติเตียน นั้นคือ
การทำผิดลูกเมียเขา ซึ่งเป็นความประพฤติที่สังคมทั่วไปไม่ยอมรับ ผู้ที่กระทำจึง
ต้องมีพฤติกรรมที่ปิดบังและซ่อนเร้น การกระทำอกุศลเช่นนี้ ผลที่จะได้รับใน
ปวัตติกาล (ภายหลังการเกิด) คือ

1. มีผู้เกลียดชังมาก
เพราะการกระทำที่ผิดลูกเมียเขา ย่อมสร้างความโกรธแค้นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
กับผู้เสียหาย ผลที่ได้รับคือ มีศัตรูและมีคนเกลียดชังมาก ในข้อนี้ทุกคนก็ต้องเคย
ประสบมา แต่อาจเป็นเพียงเศษกรรม เช่น เวลาที่มีเรื่องขัดใจกับใคร และมีการ
โต้เถียง ทำให้มองหน้ากันไม่ได้ หรือบางคนอาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง มียศถา
บรรดาศักดิ์ แต่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของลูกน้อง เป็นต้น.

2.มีผู้คิดปองร้าย
เพราะได้เคยสร้างศัตรูสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้อื่น ตัวอย่าง เช่น นักเรียน
บางคนเรียบร้อย ไม่เคยมีเรื่องราวอะไรกับใคร แต่ถูกนักเรียนโรงเรียนอื่นรุม
ทำร้ายจนบาดเจ็บ อันนี้ผลที่เขาถูกทำร้าย ก็เพราะอดีตชาติเคยทำปาบข้อ
กาเมสุมิจฉาจาร และที่ต้องบาดเจ็บก็เพราะได้เคยทำปาณาติบาต มานั่นเอง
แม้กระทั้งสามีภรรยามีเรื่องระหองแหง การใช้สายตาและคำพูดทำร้ายจิตใจกัน
ก็ถือว่าเป็นผลของการกระทำอกุศลในข้อนี้เช่นเดียวกัน.

3.ขัดสนทรัพย์
ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่ความฝืดเคือง เงินเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง ดังที่เราได้เห็น
บางคนต้องเข้าโรงรับจำนำประจำ เพราะอดีตได้สร้างความ ไม่รู้จักพอ นั่นเอง.

4.อดอยาก ยากจน
เพราะการประพฤติผิดในกามหรือการล่วงประเวณีนั้น เป็นการกระทำที่ตนเอง
เป็นผู้ไม่รู้จักพอ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ (สามี ภรรยา ของตนเอง) แล้วยัง
ไปเบียดเบียนผู้อื่น จึงเป็นการสร้างทางให้ตนเองต้องอดอยาก ยากจน.

5.เกิดเป็นหญิง
เพราะการกระทำอกุศลกรรมบถในข้อนี้จะเป็นไปแบบปิดบังซ่อนเร้น ไม่กล้า
เปิดเผย การกระทำที่ต้องหลบเลี่ยงเช่นนี้ จัดเป็นอำนาจอ่อนแบบที่เรียกว่า
สสังขาริก อันจะนำไปเกิดเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่มีความลำบากมากว่าผู้ชาย
มีความอับอายในบางสิ่งบางอย่างมากกว่า มีเรื่องที่ต้องปกปิดมากกว่า นั่นเอง.

6.เกิดเป็นกระเทย
ซึ่งเป็นเพศที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ เพราะเหตุที่ได้เคยกระทำ
กาเมสุมิฉาจาร ที่สังคมไม่ยอมรับ นั่นเอง

7.ถ้าเกิดเป็นชายก็จะเกิดในตระกูลต่ำ
เพราะในขณะที่ตาย จิตจับอารมณ์ที่ดีและเป็นอำนาจของ อสังขาริก คืออำนาจ
ที่เด็ดเดี่ยว ทำให้เกิดเป็นผู้ชาย แต่เหตุที่เคยประพฤติผิดในกามที่ยังให้ผลอยู่
จึงต้องเกิดในตระกูลต่ำและมีผลทำให้ขัดสนทรัพย์ และความอดอยากยากจน
ก็ตามมา.

8.ได้รับความอับอายอยู่เสมอ
คือเป็นคนเปิ่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเป็นที่ขบขันของคนอื่น พฤติกรรมที่แสดงออก
ไปจึงทำให้ตนเองต้องอับอาย เพราะเหตุที่เคยสร้างความอับอายไว้ให้ผู้อื่นนั่นเอง.

9.ร่างกายไม่สมประกอบ
คือ ร่างกายพิการ หรือเป็นผู้มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผิดแผกแตกต่างไปจาก
คนอื่น เช่น มีความผิดปกติของอวัยวะบางส่วน อาจโตหรือเล็กผิดไปจากธรรมดา
เคยมีข่าวว่าหญิงคนหนึ่งมีอวัยวะเพศใหญ่โตผิดปกติ มีคนแห่กันไปดูมากมาย
เพราะมีร่างกายไม่สมประกอบ ซึ่งอาจทำให้ต้องได้รับความอับอายตามมา ทั้งนี้
เพราะอดีตชาติได้เคยล่วงเกินร่างกายของผู้อื่นนั่นเอง.

10.มากด้วยความวิตกกังวล
เพราะเหตุที่ได้เคยกระทำกรรมที่ต้องปกปิด กลัวว่าใครจะรู้เรื่องราวที่ตนเอง
กระทำมา จึงทำให้เกิดมาต้องเป็นคนที่มีแต่ความวิตกกังวล บางคนเมื่อมีหน้าที่
ที่จะต้องรับผิดชอบงานชิ้นหนึ่ง ก็มีแต่ความวิตกอยู่ตลอดเวลาจนงานนั้นสำเร็จ
นักเรียนบางคน พอใกล้สอบก็เกิดอาการท้องเสียบ้าง ปวดท้องบ้าง แต่เมื่อสอบเสร็จ
อาการปวดท้องนั้นก็หายไป สิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลของความเครียด หรือความวิตก
กังวลนั่นเอง.

11.พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก
เพราะได้เคยทำพฤติกรรมที่เหมือนกับการไปพรากผู้เป็นที่รักของบุคคลอื่นหรือ
ผู้ที่มีเจ้าของ จึงทำให้ได้รับผลต้องสูญเสียหรือพลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก เช่น
สามีภรรยาที่เคยรักกัน แต่ต้องมีเรื่องไม่เข้าใจกัน จนต้องเลิกร้างไปในที่สุด
หรือหนุ่มสาวที่ต้องอกหัก และแม้กระทั้งเด็กที่ต้องกำพร้า ขาดพ่อ ขาดแม่ ล้วน
เป็นผลจากการทำผิด กาเมสุมิฉาจาร ทั้งสิ้น.


12.นรกขุมที่ใช้ลงโทษผู้ผิดศีลข้อสาม
จะพบเจอสุนัขนรกไล่กัดให้ปีนขึ้นต้นงิ้วที่มีหนามเหมือนเข็มฉีดยาจำนวนมาก
ตอนปีนหนีขึ้น เข็มเหล่านี้จะชี้ลงสวนทางกับการปีนขึ้น เมื่อปีนขึ้นไปถึงยอดจะ
พบอีกานรกไล่จิกให้หนีลงมาด้านล่าง ขณะปีนลง หนามต้นงิ้วจะชี้ขึ้น พอลงถึง
ด้านล่างจะเจอสุนักนรกไล่กัดใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนตาย แล้วเกิดใหม่ก็ปีน