ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานกระบวนการคิดเป็นระบบและการทำวิจัยตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยไม่ได้มาในรูปแบบของการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์หนาๆ แบบมหาวิทยาลัย แต่จะสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมการศึกษาผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า "จิยู เค็งคิว" (Jiyuu Kenkyuu - 自由研究) หรือแปลตรงตัวว่า "การวิจัยอิสระ"
กิจกรรมนี้เป็น การบ้านภาคฤดูร้อน ภาคบังคับของเด็กประถมส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นที่มีมานานหลายทศวรรษ โดยมีหัวใจสำคัญและรูปแบบการเรียนรู้ดังนี้ครับ
1. อิสระในการเลือกหัวข้อจากความสงสัยรอบตัว
โรงเรียนจะไม่กำหนดหัวข้อ เด็กๆ สามารถเลือกทำเรื่องอะไรก็ได้ที่ตัวเองสนใจจริงๆ ตั้งแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ทัศนศิลป์ ไปจนถึงพฤติกรรมศาสตร์ เช่น:
ทำไมมดถึงชอบกินน้ำตาลมากกว่าน้ำผึ้ง? (ตั้งสมมติฐาน วางเหยื่อล่อ เฝ้าสังเกต และบันทึกผล)
หยดน้ำบนแก้วน้ำแข็งมาจากไหน?
การเปรียบเทียบราคาและปริมาณของขนมประเภทเดียวกันในร้านสะดวกซื้อต่างๆ
การตามรอยประวัติศาสตร์ของรถไฟในชุมชนตัวเอง
2. ฝึกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
แม้จะเป็นเด็กเล็ก แต่กระบวนการที่โรงเรียนสอนให้ใช้คือโครงสร้างเดียวกับการทำวิจัยของผู้ใหญ่:
การตั้งคำถาม: เกิดจากความสงสัยในชีวิตประจำวัน
การคาดคะเน (สมมติฐาน): คิดว่าผลลัพธ์น่าจะเป็นอย่างไร
การทดลอง/เก็บข้อมูล: การลงมือทำจริง ถ่ายรูป วาดภาพ บันทึกสถิติ
สรุปผล: สิ่งที่ได้เรียนรู้ตรงกับที่คาดไว้ไหม เพราะอะไร
3. การนำเสนอผลงาน (Data Visualization)
หลังเปิดเทอม เด็กๆ จะต้องนำผลงานวิจัยของตนเองมาจัดแสดงในห้องเรียนหรือโถงโรงเรียน ส่วนใหญ่จะสรุปสลักลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ (กระดาษปรู๊ฟ) ตกแต่งด้วยภาพวาด ภาพถ่าย และกราฟเส้นง่ายๆ เพื่อฝึกทักษะการสื่อสารและการถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้อื่นเข้าใจ