ในทางปฏิบัติและหลักการพื้นฐาน ทั้งสองศาสตร์นี้มีมุมมองและการปฏิบัติเกี่ยวกับ "ค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เหตุผลที่ทั้งสองศาสตร์มองเรื่องนี้ต่างกัน สามารถสรุปได้ดังนี้ครับ:
1. ศาสตร์การบัญชี (Accounting)
การบัญชีเน้นการบันทึกข้อมูลที่ เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และสามารถวัดมูลค่าเป็นตัวเงินได้อย่างเที่ยงตรง (Objective and Verifiable) เพื่อรายงานผลประกอบการและฐานะทางการเงินแก่บุคคลภายนอก (เช่น สรรพากร ผู้ถือหุ้น ธนาคาร)
ไม่บันทึกค่าเสียโอกาส: เนื่องจากค่าเสียโอกาสเป็นเพียง "ทางเลือกที่ไม่ได้เลือก" จึงไม่มีเม็ดเงินไหลเข้าหรือไหลออกจากบริษัทจริง ไม่มีใบเสร็จ หรือหลักฐานการทำธุรกรรม
เน้น "ต้นทุนทางบัญชี" (Accounting Cost): หรือที่เรียกว่า ต้นทุนที่จ่ายจริง (Explicit Cost) เช่น ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ
2. ศาสตร์เศรษฐศาสตร์ (Economics)
เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วย การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ทุกครั้งที่เราเลือกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราได้ตัดสินใจ "สละ" อีกสิ่งหนึ่งไปเสมอ
คิดค่าเสียโอกาสเป็นทุนเสมอ: ในทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนรวม (Economic Cost) จะประกอบด้วย: explicit cost plus implicit cost
เป้าหมายเพื่อการตัดสินใจ: การคิดค่าเสียโอกาสช่วยให้มองเห็นภาพรวมว่า ทรัพยากร (เงิน เวลา แรงงาน) ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วหรือยังเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น
สมมติว่าคุณลาออกจากงานประจำที่ได้เงินเดือน 50,000 บาท เพื่อมาเปิดร้านกาแฟของตัวเอง โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ค่าเช่า เมล็ดกาแฟ ค่าไฟ) เดือนละ 40,000 บาท และร้านทำรายได้เดือนละ 80,000 บาท
มุมมองทางบัญชี: * รายได้ 80,000 - ค่าใช้จ่ายจริง 40,000 = กำไรทางบัญชี 40,000 บาท (ถือว่ามีกำไร)
มุมมองทางเศรษฐศาสตร์: * นอกจากค่าใช้จ่ายจริง 40,000 บาทแล้ว ต้องบวก ค่าเสียโอกาส (เงินเดือนที่ยอมสละมา) อีก 50,000 บาท รวมเป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ 90,000 บาท
รายได้ 80,000 - ต้นทุนรวม 90,000 = ขาดทุนทางเศรษฐศาสตร์ 10,000 บาท (แปลว่าการอยู่ที่เดิมคุ้มค่ากว่าในเชิงตัวเงิน)
📌 ข้อยกเว้นในทางปฏิบัติ (การบัญชีบริหาร)
แม้ว่าในการบัญชีการเงิน (Financial Accounting) ที่ใช้ทำงบส่งสรรพากรจะไม่คิดค่าเสียโอกาสเลย แต่ใน "การบัญชีบริหาร" (Managerial Accounting) ซึ่งเป็นการบัญชีที่ทำขึ้นภายในบริษัทเพื่อให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจเลือกโครงการ หรือวางแผนกลยุทธ์ นักบัญชีบริหารจะนำ ค่าเสียโอกาส มาคำนวณร่วมด้วยในลักษณะเดียวกับเศรษฐศาสตร์ครับ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด